ชื่อผลงาน : การศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบท่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2

ที่ตั้งโครงการ : ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัด สุราษฎร์ธานี

ระยะเวลาดำเนินการ  :  6 เดือน

เจ้าของโครงการ  :   บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษารายละเอียดและกิจกรรมการพัฒนาโครงการ รวมทั้งศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันบริเวณพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนและเพียงพอสำหรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างและเปิดดำเนินการ นำไปสู่การเสนอแนะมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เหมาะสมต่อการนำไปปฏิบัติ

บทคัดย่อ  : โครงการระบบท่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว จำนวน 3 เส้น(ท่อขนส่งน้ำมันอากาศยาน ท่อขนส่งน้ำมันดีเซล และท่อขนส่งน้ำมันเบนซิน) มีจุดเริ่มต้นจากระบบท่อขนส่งน้ำมันเดิมในพื้นที่คลังปิโตรเลียมสุราษฎรานีแห่งที่ 1 ไปยังพื้นที่คลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 2 โดยวางท่อใต้ดินขนานไปกับเขตทางของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4079 (ถนนสายสุราษฎร์ธานี-ปากน้ำตาปี) ในตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรัยทางวางท่อแต่ละเส้นประมาณ 450 เมตร ระบบท่อขนส่งน้ำมันของโครงการ ออกแบบอ้างอิงมาตรฐาน ASME B31.4 Pipeline Transportation System for Liquids and Slurries และมาตรฐาน ASME B31.3 (American Society Mechanical engineering, Process Pipeing) โดยเป็นชนิดท่อเหล็กเหนียวเกรด API 5L Grade B หรือสูงกว่า ความหนา 7.80 มิลลิเมตร ค่าความดันออกแบบ 270 psig ค่าความดันใช้งานสูงสุด (MOP) เท่ากับ 150 psig ก่อสร้างวางท่อด้วยวิธีการเจาะลอด (HDD) ตลอดทั้งแนวความยาว ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 เดือน ระบบท่อมีการป้องกันการผุกร่อนด้วยการเคลือบผิวภายนอกท่อแบบ 3 ชั้น ชั้นแรกเคลือบด้วย Power Epoxy ชั้นที่ 2 เคลือบด้วย Adhesive PE ชั้นที่ 3 เคลือบด้วย Polyethylene(PE) และตลอดการใช้งานจะมีระบบป้องกันผุกร่อนด้วยกระแสไฟฟ้า เรียกระบบป้องกันแบบแคโทด(Cathodic Protection, CP)

                 จากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของโครงการ ทั้งในระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และคุณค่าต่างๆ พบว่า ประเด็นผลกระทบส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นในระยะก่อสร้าง เช่น การกีดขวางการจราจร หรือทางเข้า-ออก ฝุ่นละอองและเสียงดังจากเครื่องจักรอุปกรณ์ก่อสร้าง การเกิดอุบัติเหตุ อาชีวอนามัย และความปลอดภัย เป็นต้น ส่วนผลกระทบในช่วงดำเนินการ ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบเกี่ยวกับความห่วงกังวลด้านความปลอดภัยของระบบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาโครงการมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพของผู้ที่อยู่ใกล้เคียงน้อยที่สุด จึงกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม  และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในรูปของแผนปฏิบัติการ โดยจำแนกเป็นแผนปฏิบัติการในระยะก่อสร้าง จำนวน 8 แผน ประกอบด้วย ด้านทรัพยากรดินและการชะล้างพังทลายของดิน ด้านคุณภาพอากาศ ด้านเสียง ด้านคุณภาพน้ำและการระบายน้ำ ด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการจัดการของเสีย ด้านสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาชน และด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และแผนปฏิบัติการในระยะดำเนินการ จำนวน 2 แผนประกอบด้วย ด้านสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาชน และด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย